Once Upon a Time in Venice (2017): เมื่อนักสืบดวงตกต้องสู้เพื่อสุนัขสุดที่รัก ในสมรภูมิสุดฮาของเวนิสบีช
ในปี 2017 “Once Upon a Time in Venice” หรือชื่อไทย “อหังการ ตามล่ากลางกรุงเวนิส” (ซึ่งในที่นี้หมายถึงย่านเวนิสบีช แอลเอ) ได้สร้างความสนุกในรูปแบบหนังแอ็กชันสายฮาที่ไม่ได้เน้นความตึงเครียด แต่เน้นสีสันของตัวละครที่จัดจ้าน ในฐานะนักวิจารณ์ภาพยนตร์อาวุโส ผมขอจำกัดความเรื่องนี้ว่าเป็น “A Laid-back Private Eye Adventure” หนังหยิบยืมกลิ่นอายหนังนักสืบยุคคลาสสิกมาเขย่าใหม่ด้วยความกวนและสไตล์ “บรูซ วิลลิส” ที่เราคุ้นเคย นี่คือ “Deep Recommendation” สำหรับผู้ที่โหยหาความบันเทิงแบบเบาสมองแต่แฝงไปด้วยความแสบสัน
เรื่องย่อฉบับเข้มข้น: ภารกิจทวงคืนเจ้าตูบ ท่ามกลางวงล้อมของแก๊งเจ้าถิ่น
เรื่องราวเล่าถึง “สตีฟ ฟอร์ด” (Bruce Willis) นักสืบเอกชนในย่านเวนิสบีช แคลิฟอร์เนีย ผู้ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย (และวุ่นวายในบางครั้ง) จนกระทั่งชีวิตของเขาพลิกผันเมื่อเจ้า “บัดดี้” สุนัขพันธุ์ชิวาวาสุดที่รักถูกแก๊งมาเฟียท้องถิ่นขโมยไป
สตีฟต้องทำทุกวิถีทางเพื่อนำตัวบัดดี้กลับมา แต่มันไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะเขาต้องยอมทำภารกิจสุดป่วนให้กับ “สไปเดอร์” (Jason Momoa) หัวหน้าแก๊งค้ายาจอมแสบ เพื่อเป็นข้อแลกเปลี่ยนในการไถ่ตัวสุนัข ระหว่างทางเขาต้องเผชิญกับทั้งเจ้าหนี้จอมตื้อ พ่อค้ายาสุดเพี้ยน และเหตุการณ์หักมุมที่ทำให้เขาต้องวิ่งวุ่นไปทั่วหาดเวนิส “อหังการ ตามล่ากลางกรุงเวนิส” จึงเป็นสงครามขนาดย่อมที่จุดชนวนด้วยความรักระหว่าง “คนกับหมา” อย่างแท้จริง
ทำไม Once Upon a Time in Venice ถึงเป็นหนัง “แอ็กชัน-คอมเมดี้” ที่น่าจับตา?
-
เสน่ห์ของบรูซ วิลลิส: แม้จะเป็นช่วงหลังของอาชีพ แต่บรูซยังคงโชว์มาดกวนและชั้นเชิงคอมเมดี้ได้อย่างลื่นไหล โดยเฉพาะในฉากแอ็กชันปนฮาที่เขาต้องยอมแลกทุกอย่างเพื่อสุนัข
-
การจับคู่ตัวละครที่คาดไม่ถึง: การได้เห็น เจสัน โมโมอา ในบทมาเฟียมาดกวนสลับกับความโหด สร้างเคมีที่แปลกใหม่และสร้างเสียงหัวเราะได้ตลอดเรื่อง
-
บรรยากาศย่าน Venice Beach: หนังเก็บความมีชีวิตชีวา ความเพี้ยน และสีสันของย่านชายหาดแคลิฟอร์เนียมาเป็นฉากหลังได้อย่างยอดเยี่ยม จนดูเหมือนเมืองนี้เป็นตัวละครตัวหนึ่งในเรื่อง
“Once Upon a Time in Venice คือภาพสะท้อนว่า ไม่ว่าคุณจะเก๋าแค่ไหน… เมื่อเป็นเรื่องของสมาชิกสี่ขาในครอบครัว ทุกคนพร้อมที่จะเป็น ‘อหังการ’ ได้เสมอ”